เจาะลึก "เมโสหน้าใส"

Mesoหน้าใส (Mesotherapy) คืออะไร

มาร่วมรู้ไปด้วยกันกับเกร็ดความรู้ คู่โมเดลล่า


เรื่อง "เมโสหน้าใส" เเบบเจาะลึก

ยาเมโสหน้าใส แต่ละยี่ห่อต่างกันหรือไม่?

Mesoหน้าใส กี่วันเห็นผล?

รูปแบบวิธีการฉีดให้ได้ผลลัพธ์การรักษา?

ข้อควรปฏิบัติ ก่อน หลัง?

กลุ่มเสี่ยงที่ห้ามทำการรักษาด้วยวิธีเมโสหน้าใส?

ควรรู้ไว้ก่อนการรักษา เข้าใจได้ง่ายๆ

เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเข้ารับบริการค่ะ


สวย หล่อ 🧑‍ อย่างปลอดภัย

มั่นใจได้ที่ Modella Clinic


สวยครบ จบที่โมเดลล่าคลินิก





เข้าใจพื้นฐานเรื่องผิวหนัง ตั้งแต่ผิวชั้นนอกลงลึกไปถึงผิวชั้นใน


โครงสร้างผิวหนัง

ผิวหนังประกอบด้วย 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis), ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมัน (Subcutaneous Tissue) ในแต่ละชั้นจะแบ่งเป็นชั้นย่อยๆอีกหลายชั้น และมีต่อมต่างๆอีกมากมายเช่น ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน เป็นต้น ซึ่งจะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป

Epidermis (ชั้นหนังกำพร้า) เป็นผิวชั้นนอกสุดของผิวหนัง ส่วนมากประกอบด้วย เซลล์ที่ตายแล้ว ทำหน้าที่ในการเป็นเยื่อห่อหุ้มร่างกาย และ รองรับการเสียดสี ทำหน้าที่หลักในการปกป้อง อวัยวะที่อยู่ด้านล่าง ในชั้นนี้ “ไม่มีเซลล์ประสาท” และ “ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง” จึงไม่สามารถรับสัมผัสได้ พูดง่ายๆคือ ความเสียหายและอันตรายต่างๆที่เกิดในชั้นนี้เราจะไม่รู้สึกเจ็บ

Epidermis แบ่งเป็นชั้นย่อยๆอีก 5 ชั้น และ ยังมีเซลล์ต่างๆที่ทำงานร่วมกัน


Startum Corneum (ชั้นขี้ไคล) ชั้นบนสุดที่สัมผัสบรรยากาศภายนอก และแน่นอนทุกเซลล์นั้นไม่มีชีวิต

Startum Lucidum เป็นชั้นที่มีเฉพาะในฝ่ามือและฝ่าเท้า และ ทั้งหมดเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว

Startum Granulosum เป็นชั้นถัดขึ้นมา ในชั้นนี้เซลล์เริ่มตาย และ แบนลง

Startum Spinosum ชั้นบนขึ้นมาอีกชั้นและยังเป็นเซลล์มีชีวิต ในชั้นนี้ยังมีเซลล์ที่สำคัญคือ Melanocyte ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี ทำให้เกิดสีผิว และ Langerhans cell ทำหน้าที่ด้านภูมิคุ้มกัน

Startum Basale ชั้นนี้เป็นชั้นล่างสุด ได้รับเลือดจากหนังแท้ด้านล่าง เรียงตัวเป็นชั้นๆบางๆ และเซลล์นั้นยังมีชีวิต

การแบ่งตัวและเจริญของเซลล์ keratinocytes จากชั้น stratum basale ไปถึงชั้น stratum corneum ใช้ เวลา 2 สัปดาห์ และชั้น stratum corneum ใช้เวลาในการลอกหลุด 2 สัปดาห์ ทำให้ระยะเวลารวมของผิวหนัง ชั้นกำพร้าจากชั้นล่างสุดเจริญไปจนเป็น ชั้นขี้ไคลแล้วลอกหลุดใช้เวลารวม 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในหารักษา และการประมาณผลลัพธ์ เรื่อง ของปัญหาผิวด้านเม็ดสีผิว เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ


Dermis (ชั้นหนังแท้) ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่รวบรวมการทำงานหลักของผิวหนัง ชั้นนี้ประกอบด้วย

Collagen(คอลลาเจน) และ Elastin(เนื้อเยื่ออีลาสติน) Blood Vessel(เส้นเลือด) Nerve Ending(เส้นประสาท) Sweat Gland(ต่อมเหงื่อ) ผิวหนังชั้นนี้ยังทำหน้าที่ในการสร้าง ขน ผม และ เล็บอีกด้วย


Hypodermis (ชั้นใต้ผิวหนัง) ชั้นนี้ส่วนใหญ่เป็นไขมัน ทำหน้าที่ในการรับแรงกระแทก เป็นฉนวนกันอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง และยึดเหนี่ยวระบบผิวหนังไว้กับร่างกาย





เมโสหน้าใส (Mesotherapy) คืออะไร


เมโส คือ ชื่อย่อของเมโสเทอราปี (Mesotherapy) ที่เป็นการใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็ก ฉีดสารอาหารที่จำเป็น ช่วยในการบำรุงผิว เข้าสู่ผิวหนังโดยตรง

เมโสหน้าใส คือเมโสประเภทหนึ่ง โดยเป็นการนำส่วนผสมที่อยู่ในครีมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินหรือสารบำรุงผิว เข้าสู่ชั้นผิวโดยวิธีการฉีดเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง ทำให้สามารถเห็นผลได้เร็วกว่าการทาครีม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษาจุดด่างดำ ฝ้า กระ รอยสิว หลุมสิว หน้าใสบำรุงผิว กระชับรูขุมขน ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งในผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) จะประกอบไปด้วยเส้นใยคอลลาเจน อิลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิว รวมถึง Hyaluronic acid เมื่ออายุมากขึ้นบวกกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจะทำให้ระดับคอลลาเจน อิลาสติน และโครงสร้างผิวเสื่อมสภาพลง ดังนั้นการฉีดเมโสหน้าใสเข้าไปในบริเวณชั้นหนังแท้นี้ จึงเป็นวิธีบำรุงโครงสร้างผิวที่เห็นผลดีและรวดเร็ว ทำให้ผิวกลับมามีสุขภาพดีได้





เมโสหน้าใสช่วยเรื่องอะไรบ้าง? ...เหมาะกับใครบ้าง?


เมโสหน้าใสช่วยเรื่องอะไรบ้าง

- ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

- ช่วยปรับให้ผิวดูขาวสว่างกระจ่างใส

- ช่วยลดสิว ฝ้า กระ รอยดำรอยแดง จุดด่างดำต่างๆ

- ช่วยกระชับรูขุมขน

- ช่วยลดโอกาสการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า

- เป็นอาหารผิวช่วยให้ผิวแข็งแรง

- ช่วยทำให้เวลาแต่งหน้าเครื่องสำอางค์ติดทนมากขึ้น


เมโสหน้าใสเหมาะกับใครบ้าง

- คนที่ไม่ชอบทาครีม และต้องการเห็นผลลัพธ์เร็ว/ชัดเจน

- คนที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ทั้งนอนดึก อดนอน และทำงานหนัก

- คนที่มีปัญหาผิวหน้าแห้ง ผิวหน้าหมองคล้ำ ผดผื่น ผิวแพ้ง่าย รูขุมขนกว้าง เป็นสิว





เมโสหน้าใสแต่ละยี่ห้อต่างกันหรือไม่ ?


เนื่องจากแต่ละคนมีปัญหาผิวที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงควรให้แพทย์แนะนำว่าผิวแบบเราต้องใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหนจะดีกว่า

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เมโสหน้าใสมากมายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มที่

- ปํญหาผิวหน้าแห้ง ผิวฉ่ำน้ำ

- ปํญหาฝ้ากระจุดด่างดำ

- ช่วย Detox ผิว รักษาสิว

- ปํญหาใต้ตา

- แก้ปัญหาหลุมสิว


ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป และแต่ละบุคคลมีปัญหาผิวที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงควรเข้ามาปรึกษาที่ Modella Clinic ว่าผิวแบบเราต้องใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหนถึงจะเหมาะสมจะเป็นทางที่ดีกว่า





รูปแบบวิธีการฉีดเมโสหน้าใส... สามารถแบ่งออกได้กี่ประเภท?


รูปแบบการฉีดเมโสหน้าใสสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

- การฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด (INTRA EPIDERMAL TECHNIQUE)

เป็นวิธีการใช้เข็มฉีดยาสะกิดผิวหน้าเป็นจุดเล็กๆ ทั่วบริเวณใบหน้า เพื่อให้วิตามินหรือสารอาหารซึมซาบเข้าสู่ผิว และจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวไปด้วยในตัว ดังนั้น ภายหลังการฉีดแบบสะกิดทันที จะทำให้เกิดรอยแดงรอยซ้ำขึ้นบนใบหน้าได้ และประสิทธิภาพของยาจะออกฤทธิ์ได้ไม่นาน


- การฉีดเมโสหน้าใสแบบกระจายทั่วใบหน้า (SUPERFICIAL INTRADERMAL)

เป็นวิธีการใช้เข็มฉีดยาเข้าชั้น Dermis ให้กระจายทั่วทั้งใบหน้า เพื่อให้วิตามินและสารอาหารผิวได้ซึมซาบเข้าสู่ชั้นผิวได้โดยตรง วิธีการนี้สามารถนำมาใช้รักษาพวก ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยดำ รอยแดง ได้อย่างตรงจุด


- การฉีดเมโสหน้าใสแบบ 16 จุด (INTRADERMAL and Deep Dermis)

เป็นวิธีการใช้เข็มฉีดตามทิศทางการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลือง เพื่อให้วิตามินและสารอาหารผิวได้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เทียบเท่ากับการฉีดทั่วใบหน้า ซึ่งวิธีการฉีดแบบนี้จะทำให้เกิดแผลได้น้อยกว่า เจ็บน้อยกว่า รอยช้ำน้อยกว่า ประสิทธิภาพของยาออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่าการฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด





ฉีดแล้ว... เห็นผลภายในกี่วัน?


หลังการฉีดเมโสหน้าใสจะเริ่มเห็นผล 3 วันหลังการฉีด และจะเห็นผลที่ชัดเจนในช่วงเวลา 7-14 วัน โดยปกติ เมโสหน้าใส จะฉีดสัปดาห์ละครั้งใน 1 เดือนแรก และหลังจากนั้นฉีดทุกๆ 2 สัปดาห์หรือทุกๆ 1 เดือน เพื่อคงสภาพการรักษา ไม่มีการฉีดแบบถาวร สามารถสลายหมดไม่มีสารตกค้าง หลังจากฉีดผิวหน้าจะดูอ่อนเยาว์ รูขุมขนเล็กลง ลดปัญหารอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งยังลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ และลดปัญหาริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าได้





ข้อควรปฏิบัติ ก่อนการรักษาด้วย Meso หน้าใส


สิ่งใดบ้างที่เราควรคำนึงถึง

- ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำเมโสหน้าใส เพื่อพิจารณาปัญหาที่ต้องการแก้ไขว่าปัญหาของเราเหมาะกับ

ผลิตภัณฑ์เมโสหน้าใสตัวใด

- และควรแจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว รวมถึง วิตามินอาหารเสริม ให้แพทย์ทราบ

- ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ก่อนการรักษา





วิธีดูแลตัวเอง หลังการรักษาด้วย Mesoหน้าใส


มาเริ่มดูแลตัวเองกันดีกว่า

- หลังทำจะเห็นรอยแดงของเข็มประมาณ 3-4 ชั่วโมง

- 4 ชั่วโมงแรกหลังฉีดควรงดการล้างหน้า ทาครีม แต่งหน้า และออกกำลังกาย

- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 วัน

- งดทำเลเซอร์และทรีตเมนต์หน้าใน 1 สัปดาห์แรกหลังทำ

- หลีกเลี่ยงการออกแดดหลังจากทำเสร็จใหม่ๆ และห้ามโดนแดดแรงๆหลังจากทำเป็นเวลา 2 วัน ควรทาครีมกันแดด ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน





ข้อควรระวังในการฉีดเมโสหน้าใส


- ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องให้อินซูลินเป็นประจำ

- ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหรือระบบไหลเวียนของโลหิต เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองอุดตัน มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด

- ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือโรคที่จำเป็นต้องใช้ยารักษาจำนวนมาก

สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร

- ผู้ที่ใบหน้ามีการอักเสบจากการแพ้สารอื่นอยู่


*เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์และเปิดเผยข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ได้ทราบ





ขั้นตอนในการรักษาด้วยวิธี Mesotherapy

ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45-60 นาที 1. ทายาชา เพื่อลดความเจ็บของเข็มเวลาฉีด หรือ ใช้วิธี ประคบเย็นหากไม่ทายาชา 2. ทำความสะอาดหน้า 3. ทำการรักษาโดยการฉีดยาลงบริเวณใบหน้า 4. กลับบ้านได้เลย โดยไม่ต้องพักฟื้น





ดู 39 ครั้ง0 ความคิดเห็น